สมุนไพรลดความดัน แบบไทย ๆ ที่ใช้ได้ผล

0
46

สมุนไพรลดความดัน เริ่มถูกนำมาใช้กันมากขึ้นในการรักษาโรคความดันสูง ทั้งแบบประกอบอาหาร ทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมไปถึงถูกพัฒนามาในรูปแบบแคปซูล ซึ่งสมุนไพรที่ใช้ลดความดันโลหิตสูง ก็สามารถหาได้ทั่วไปในบ้านเรา หรือบางจะปลูกเองก็ไม่ยาก โดยก็มีสมุนไพรดังนี้

สมุนไพรลดความดัน

กระเทียม – เป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน ในกระเทียมจะมีสาร Allicin และ Ajoene ที่ไปช่วยลดไขมันในหลอดเลือดได้ แต่หากกำลังใช้ยาลดอาการแข็งตัวของเลือด ก็ไม่ควรทาน

กะเพรา – เป็นอาหารจานโปรดของใครหลาย ๆ คนแถมยังปลูกง่าย ใบกะเพรานอกจากจะช่วยลดความดันแล้วยังมีสารอาหารอีกมากมาย แต่ไม่ควรกินสด ๆ เพราะจะส่งผลเสียต่อตับได้

ตะไคร้ – สามารถนำไปประกอบอาหาร หรือทำเครื่องดื่มเพื่อช่วยลดความดัน และยังสามารถช่วยขับลม รวมไปถึงขับสารพิษได้

ขึ้นฉ่าย – มีฤทธิ์ให้ความเย็น สามารถใช้ลดความดันโลหิต ลดการอักเสบ ลดบวม ควรทานวันละประมาณ 3-4 ต้น

ขิง – เป็นสมุนไพรลดความดันพื้นบ้านของไทย ที่จะไปช่วยขยายหลอดเลือด ทำใหระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ทำให้ความดันลดลง และยังมีฤทธิ์ขับลม แก้ปวดเมื่อย ดังนั้นการทานน้ำขิงเป็นประจำก็จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่หากกำลังใช้ยาลดอาการแข็งตัวของเลือด ก็ไม่ควรทานเช่นเดียวกับกระเทียม

มะรุม – เป็นสมุนไพรรักษาความดันที่ใช้ได้ทั้งส่วนราก และใบ การทานก็จะใช้ทั้งสองอย่างมาตำแล้วค้นเอาแต่น้ำ ท่านผสมน้ำผึ้ง เช้า – เย็น นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตได้แล้ว ยังช่วยลดอาการอักเสบ และต้านมะเร็ง แต่ผู้ที่ไม่ควรทานคือ ผู้ป่วยตับอักเสบ ผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ และผู้หญิงมีครรภ์

อบเชย – วิธีใช้คือนำอบเชยเป็นแท่งมาบด ชงทานกับน้ำร้อนก่อนอาหารครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น นอกจากจะเป็นสมุนไพรลดความดันแล้ว ยังต้านการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ผู้ไม่ควรทานคือ ผู้ที่กำลังเป็นไข้ตัวร้อน และผู้หญิงมีครรภ์

ใบบัวบก – เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์เย็น วิธีทานก็คั้นเป็นเครื่องดื่ม หรือทานใบสด ๆ 4-5 ใบในมื้ออาหาร จะช่วยบำรุงหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และช่วยลดอาการอักเสบ

อย่างไรก็ตามการทานสมุนไพรลดความดัน ควรเลือกทานเสริม เช่นการประกอบอาหาร ควบคู่ไปกับทานยาตามแพทย์สั่งจะดีที่สุด เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าปริมาณสมุนไพรที่ทานเข้าไปแต่ละครั้งอยู่ในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่ บางอย่างหากทานมากไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้